งานพัฒนาซอฟต์แวร์จะไม่หายไปเยอะจนน่ากังวล
ช่วงนี้กระแสความกลัวว่า AI จะทำให้อาชีพนักพัฒนาซอฟต์แวร์หายไปเกือบหมด กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันแทบทุกวัน บางคนถึงขั้นเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีนักพัฒนาจะหายไป 80-90% เพราะ AI สามารถ generate code ได้เอง เขียน test ได้เอง หรือแม้แต่ deploy ระบบได้เอง
แต่ส่วนตัวผมคิดว่าภาพนั้น “เกินจริง” ไปมาก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงน่าจะเป็นการลดจำนวนคนลงในช่วงแรกมากกว่า โดยเฉพาะงานที่เป็น repetitive task หรือ workflow ที่สามารถ automate ได้ง่าย บริษัทจำนวนมากจะเริ่มใช้คนต่อ project น้อยลง จากเดิมที่ต้องใช้ทีม 10 คน อาจเหลือ 5-6 คน หรือ startup ที่เคยต้องจ้าง backend, frontend, devops แยกกัน ก็อาจใช้คนแค่ 1-2 คนที่ทำงานร่วมกับ AI ได้ดีพอแทน
แต่ในระยะยาว ผมกลับมองว่าปริมาณ “งานพัฒนาซอฟต์แวร์” จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการลดคนเสียอีก
ที่ผ่านมา ซอฟต์แวร์ ถูกจำกัดอยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือระบบเฉพาะทางบางอย่าง แต่ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ซอฟต์แวร์ จะเข้าไปอยู่ในทุกอย่างรอบตัวมนุษย์มากกว่าที่เราเคยเห็นมาก่อน
ทีวีจะไม่ใช่แค่ทีวีอีกต่อไป
ตู้เย็นจะไม่ใช่แค่เครื่องทำความเย็น
ซอฟต์แวร์ในรถยนต์จะไม่ใช่แค่ของประดับ
แม้แต่เตาอบ เครื่องซักผ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดา ก็จะมีความซับซ้อนของซอฟต์แวร์ภายในมากขึ้นเรื่อยๆ
คนรุ่นถัดไปจะมอง “ทีวีที่ไม่มี software update” เป็นของแปลกพอๆกับที่คนยุคนี้มองโทรศัพท์ไม่มีอินเทอร์เน็ต
Software is eating the World กำลังเกิดขึ้นจริงด้วยความเร็วที่คาดเดาไม่ได้อีกแล้ว ไม่ใช่แค่ในความหมายของ startup หรือ web application ด้วย มันจะลามเข้าไปถึงทุกอย่าง appliance, infrastructure, healthcare, transportation, education และ workflow ของแทบทุกอุตสาหกรรม
เมื่อซอฟต์แวร์แทรกเข้าไปในทุกอย่าง ความต้องการคนที่เข้าใจการสร้าง ดูแล ปรับแต่ง และเชื่อมต่อระบบเหล่านี้ก็เกิดขึ้นมหาศาล
สิ่งที่เปลี่ยนคือ “รูปแบบของนักพัฒนา”
นักพัฒนารุ่นใหม่จะไม่ได้นั่งเขียน code ทีล่ะบรรทัดอีกแล้ว แต่จะกลายเป็นคนที่ทำงานร่วมกับ AI เพื่อออกแบบ workflow, validate logic, เชื่อมระบบ, ดูแล infra, วิเคราะห์ requirement และตัดสินใจเชิงเทคนิคแทน
พูดง่ายๆคือ AI จะลด “แรงงานเชิงกล” ของงานพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ไม่ได้ลดความต้องการคนที่เข้าใจซอฟต์แวร์จริงๆ
และถ้ามองเทียบกับสายอาชีพอื่น ผมกลับคิดว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์อาจโดนกระทบน้อยกว่าหลายสายด้วยซ้ำ
อาชีพอย่าง นักวิเคราะห์, นักกฎหมาย, นักทำบัญชี หรือสายเอกสารจำนวนมาก มี workflow ที่เป็น structured reasoning สูงแต่ก็เป็นสิ่งที่ AI เก่งขึ้นเร็วมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา งานจำนวนมากในสายเหล่านี้จะถูกลด head-count หนักกว่านักพัฒนาด้วยซ้ำ โดยหลายคนในสายงานเหล่านั้น ก็อาจต้อง pivot เข้ามาใกล้งานพัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้น
เราอาจเริ่มเห็นนักทำบัญชีที่ต้องเขียน automation เอง
นักกฎหมายที่ต้องใช้ AI pipeline วิเคราะห์คดี
นักวิเคราะห์ที่ต้อง build internal tooling ของตัวเอง
หรือคนสาย domain expert ที่ต้องเรียนรู้การพัฒนาซอฟต์แวร์ในระดับหนึ่งเพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้
พูดอีกแบบคือ โลกไม่ได้กำลังเดินไปสู่ “โลกที่ไม่มีนักพัฒนา”
แต่มันกำลังเดินไปสู่โลกที่ “คนแทบทุกสายต้องเข้าใจซอฟต์แวร์มากขึ้น”
ดังนั้นถ้าคุณอยู่ในสายงานพัฒนาซอฟต์แวร์อยู่แล้ว ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องมองโลกในแง่ร้าย
สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือเริ่มยอมรับว่าโลกการทำงานกำลังเปลี่ยน
AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ปกติ
ความเร็วในการทำงานจะสูงขึ้น
ความคาดหวังจะสูงขึ้น
การแข่งขันจะสูงขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ปริมาณซอฟต์แวร์บนโลกก็จะเพิ่มขึ้นแบบมหาศาลเช่นกัน งานของนักพัฒนาจะง่ายขึ้นสำหรับความซับซ้อนของระบบที่มีอยู่ แต่ขอบเขตของความซับซ้อนนั้นกำลังถูกผลักออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เดาไม่ออกเหมือนกันว่าภายใน 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ความซับซ้อนของงานจะมากขนาดไหนแล้วนักพัฒนาต้องเก่งแบบไหน แต่เชื่อจากใจจริงว่านักพัฒนาซอฟต์แวร์จะยังมีงานทำ